<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0">
<channel>
<title>สุขภาพ</title>
<link>http://www.readersdigest.co.th/rd/rdhtml/th/communities/health_home.jsp?ccid=512</link>
<description>Reader's Digest Asia - Health</description>
<lastBuildDate>Tue, 14 Nov 2006 10:00:00 -0000</lastBuildDate>

<item>
<title>สิว</title>
<link>http://www.readersdigest.co.th/rd/rdhtml/th/communities/food_recipe.jsp?mccid_cid=512_2100</link>
<description>ตามปกติผิวหนังจะมีน้ำมันอยู่ตามธรรมชาติ แต่เมื่อผิวผลิตน้ำมันออกมามากเกินไปจะอุดตันรูขุมขนทำให้เกิดสิว สิวมี 2 ประเภทคือ สิวแบบธรรมดา (acne vulgaris) ซึ่งอาจเป็นสิวอุดตันหรือตุ่มแดงๆ ขึ้นอยู่ตามใบหน้า หน้าอก ไหล่ หรือหลัง สิวอีกชนิดคือ สิวหัวช้าง (cystic acne) ซึ่งเป็นสิวอักเสบชนิดรุนแรง ขึ้นเป็นเม็ดใหญ่และเจ็บมาก  </description>
</item>

<item>
<title>กลิ่นปาก</title>
<link>http://www.readersdigest.co.th/rd/rdhtml/th/communities/food_recipe.jsp?mccid_cid=512_2102</link>
<description>ถ้าคุณลองทดสอบกลิ่นปากตัวเองแล้วสอบตก อย่าเพิ่งตกอกตกใจ เพราะมีหลากหลายวิธี ที่สามารถบรรเทาอาการลมหายใจมีกลิ่นได้อย่างฉับไว ถ้ากลิ่นปากเกิดจากแบคทีเรียที่เกาะอยู่ตามเหงือก ลิ้น และฟัน คุณต้องยับยั้งมันด้วยการรักษาความสะอาดในช่องปาก เริ่มต้นด้วยการเลือกยาสีฟันให้เหมาะสม แปรงฟันและใช้ไหมขัดฟันสม่ำเสมอ </description>
</item>

<item>
<title>ผิวแห้ง</title>
<link>http://www.readersdigest.co.th/rd/rdhtml/th/communities/food_recipe.jsp?mccid_cid=512_2103</link>
<description>ตามปกติ ต่อมใต้ผิวหนังจะผลิตน้ำมันที่เรียกว่า ซีบัม ซึ่งจะทำให้ผิวหนังชุ่มชื้นและมีความนุ่มยืดหยุ่นดี แตในช่วงที่อากาศเย็นและแห้ง อาจทำให้ผิวหนังของคุณแห้ง แตกเป็นขุย คัน และหยาบกระด้าง  </description>
</item>

<item>
<title>ผิวมัน</title>
<link>http://www.readersdigest.co.th/rd/rdhtml/th/communities/food_recipe.jsp?mccid_cid=512_2104</link>
<description>ถ้าคุณมีผิวมันแสดงว่าต่อมไขมันของคุณผลิตซีบัมมากเกินไป ซีบัม (sebum) คือไขมันที่คอยปกป้องผิว แต่ถ้ามีมากเกินไปอาจทำให้เกิดสิวได้เช่นกัน สาเหตุอาจมาจากพันธุกรรม เช่น คนผมดำมักมีน้ำมันมากกว่าคนผมสีอ่อน ปัจจัยอื่นคือ ความเครียด และการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน หญิงมีครรภ์และคนที่กินยาเม็ดคุมกำเนิดอาจมีปัญหาเรื่องผิวมันมากกว่าคนอื่นด้วย </description>
</item>

<item>
<title>วิตกกังวล</title>
<link>http://www.readersdigest.co.th/rd/rdhtml/th/communities/food_recipe.jsp?mccid_cid=512_2106</link>
<description>ถ้าคุณรู้สึกว่าตัวเองเป็นคนช่างวิตก อย่าเพิ่งกังวล เพราะมีหลากหลายวิธีช่วยแก้ปัญหานี้ได้ เช่น การนอนแช่ในน้ำอุ่นเหยาะสมุนไพรหรือน้ำมันหอม ดื่มชาให้ใจสงบ หรือแม้แต่อาหารบางอย่างที่ปลอบประโลมใจได้ชะงัด </description>
</item>

<item>
<title>ฮ่องกงฟุต</title>
<link>http://www.readersdigest.co.th/rd/rdhtml/th/communities/food_recipe.jsp?mccid_cid=512_2107</link>
<description>อาการคันตามง่ามเท้าเพราะติดเชื้อราหรือที่เราเรียกว่า ฮ่องกงฟุต อาจเกิดขึ้นได้กับทุกคนที่เดินเท้าเปล่าบนพื้นเปียกในห้องเปลี่ยนเสื้อผ้า ห้องน้ำ หรือในสระน้ำ โรคนี้เมื่อเป็นแล้วต้องจัดการอย่างเด็ดขาด ยิ่งทำนิ้วเท้าให้แห้งและรักษาเร็วเท่าไหร่ก็ยิ่งดี วิธีรักษาต่อไปนี้จะช่วยบรรเทาอาการคัน ฆ่าเชื้อรา และคอยป้องกันไม่ให้คุณติดเชื้อราอีก </description>
</item>

<item>
<title>เชื้อราที่เท้า</title>
<link>http://www.readersdigest.co.th/rd/rdhtml/th/communities/food_recipe.jsp?mccid_cid=512_2136</link>
<description>เชื้อราที่เท้าหรือฮ่องกงฟุต หรือน้ำกัดเท้า เกิดจากเชื้อราซึ่งประกอบด้วยเซลล์คล้ายเซลล์พืชขนาดเล็กที่อยู่ตามผิวหนังถ้าแบ่งตัวมากจนเกินควบคุมก็จะทำให้เกิดโรค เชื้อราชนิดนี้เติบโตได้ดีในบริเวณที่เป็นซอกมุมและอับชื้น เช่น ในรองเท้าหรือถุงเท้า  </description>
</item>

<item>
<title>เต้านมมีปัญหา</title>
<link>http://www.readersdigest.co.th/rd/rdhtml/th/communities/food_recipe.jsp?mccid_cid=512_2109</link>
<description>อาการคัดและเจ็บเต้านม ซึ่งทำให้อึดอัดไม่สบายตัวมากขึ้นในช่วงก่อนมีประจำเดือนเป็นเรื่องปกติมากสำหรับผู้หญิงอายุต่ำกว่า 50 ปี การใช้ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารอย่างเหมาะสมและปรับเปลี่ยนอาหารการกินจะช่วยลดภาวะนี้ได้ </description>
</item>

<item>
<title>แผลไหม้และน้ำร้อนลวก</title>
<link>http://www.readersdigest.co.th/rd/rdhtml/th/communities/food_recipe.jsp?mccid_cid=512_2110</link>
<description>แผลไหม้เกิดจากผิวหนังถูกทำลายด้วยความร้อน ไม่ว่าจะเปลวไฟ ของเหลวร้อน สารเคมี หรือไฟฟ้า แผลไหม้ส่วนใหญ่เกิดในบ้าน โดยเกิดจากน้ำร้อนลวก หรือน้ำมันร้อน หลักการสำคัญคือ คุณต้องรีบปฐมพยาบาลให้ถูกวิธี แล้วจึงไปพบแพทย์เพื่อรับการรักษาต่อไป </description>
</item>

<item>
<title>ถุงรองเอ็นและเอ็นอักเสบ</title>
<link>http://www.readersdigest.co.th/rd/rdhtml/th/communities/food_recipe.jsp?mccid_cid=512_2111</link>
<description>ภาวะอักเสบนี้เกิดจากการเคลื่อนไหวร่างกายซ้ำๆ ในท่าเดิม เช่น การเล่นเทนนิส หรือขุดดิน ถุงรองเอ็นใกล้ข้ออักเสบคือการอักเสบของถุงน้ำที่คั่นระหว่างกล้ามเนื้อ (หรือเส้นเอ็น) ที่มาเกาะยึดกับกระดูกใกล้ข้อนั้น ส่วนเส้นเอ็นคือ เนื้อเยื่อแข็งที่เชื่อมต่อระหว่างกล้ามเนื้อกับกระดูก ถุงรองเอ็นใกล้ข้ออักเสบมักทำให้เกิดอาการปวดตึงในข้อ ขณะที่เส้นเอ็นอักเสบจะมีอาการปวดแปลบบริเวณที่เป็น ซึ่งมักเกิดกับหัวไหล่ สะโพก ข้อศอก หัวเข่า และข้อเท้า </description>
</item>

<item>
<title>ท้องผูก</title>
<link>http://www.readersdigest.co.th/rd/rdhtml/th/communities/food_recipe.jsp?mccid_cid=512_2112</link>
<description>เมื่อท้องผูกหลายคนอาจนึกถึงยาระบายเป็นอย่างแรก แต่ที่จริงแล้วคุณไม่จำเป็นต้องกินยาระบาย ทางแก้ที่ดีกว่าคือกินอาหารมีเส้นใยให้ได้ประมาณ 20-35 กรัมต่อวัน เส้นใยอาหารจะดูดซับน้ำไว้ ทำให้อุจจาระนุ่มและมีมวลมากขึ้น จึงเคลื่อนผ่านลำไส้เร็วขึ้น แต่ถ้ากินเส้นใยอาหารเพิ่ม ก็ต้องดื่มน้ำมากขึ้นด้วย และอย่าลืมออกกำลังกาย เพราะจะช่วยให้ลำไส้บีบตัวได้ดีขึ้น เพียงเท่านี้คุณก็จะไม่มีปัญหาท้องผูกอีกต่อไป </description>
</item>

<item>
<title>ท้องเสีย</title>
<link>http://www.readersdigest.co.th/rd/rdhtml/th/communities/food_recipe.jsp?mccid_cid=512_2113</link>
<description>ตามปกติเมื่ออาหารที่เรากินเข้าไปย่อยผ่านไปตามระบบทางเดินอาหาร ลำไส้ใหญ่จะทำหน้าที่ดูดซับน้ำส่วนเกิน แต่หากมีความผิดปกติเกิดขึ้น จะทำให้มีน้ำส่วนเกินออกมากับอุจจาระและทำให้เกิดอาการท้องเสีย สาเหตุที่พบบ่อยคือ การติดเชื้อไวรัส เช่น เชื้อไข้หวัดใหญ่ ติดเชื้อพยาธิหรือแบคทีเรีย เช่น อี.โคไล  </description>
</item>

<item>
<title>ตาเมื่อยล้า</title>
<link>http://www.readersdigest.co.th/rd/rdhtml/th/communities/food_recipe.jsp?mccid_cid=512_2114</link>
<description>ถ้าคุณถือดัมบ์เบลล์ไว้ในมือ แค่เดี๋ยวเดียวคุณก็จะรู้สึกเมื่อยกล้ามเนื้อ กล้ามเนื้อตาก็เหมือนกัน ถ้าต้องออกแรงติดต่อกันโดยไม่ได้พัก เพียงไม่นานคุณจะรู้สึกว่าตาปวดและล้า หรือถึงกับตาพร่า คนที่หรี่ตาเพ่งมองภาพกลางแดดจ้าก็จะปวดตาอย่างรวดเร็วเช่นกัน </description>
</item>

<item>
<title>อ่อนเพลีย</title>
<link>http://www.readersdigest.co.th/rd/rdhtml/th/communities/food_recipe.jsp?mccid_cid=512_2115</link>
<description>แพทย์มักได้ยินคนไข้บ่นเรื่องร่างกายอ่อนล้าเป็นประจำ จนจัดให้เป็นปัญหาสุขภาพอันดับหนึ่งของคนทั่วไป ปกติแล้วความอ่อนเพลียหรืออ่อนล้าอาจเกิดจากปัญหาร้อยแปด ทั้งด้านร่างกายและรูปแบบการใช้ชีวิต เช่น พักผ่อนไม่เพียงพอ ขาดสารอาหาร ไข้หวัดใหญ่ ความอ้วน ภูมิแพ้ การติดเชื้อ โลหิตจาง ติดเหล้า ภาวะต่อมไทรอยด์ทำงานน้อย โรคหัวใจ มะเร็ง เบาหวาน และโรคเอดส์ </description>
</item>

<item>
<title>อาหารเป็นพิษ</title>
<link>http://www.readersdigest.co.th/rd/rdhtml/th/communities/food_recipe.jsp?mccid_cid=512_2116</link>
<description>เมื่ออาหารเป็นพิษเนื่องจากอาหารที่กินเข้าไป เรามักไม่รู้ว่าเกิดจากอาหารชนิดใด อาจเป็นของที่คุณกินไปตั้งแต่ 10 วันก่อน หรือเพิ่งกินไปเมื่อชั่วโมงที่แล้ว คุณรู้สึกไม่สบาย ตัวสั่น ปวดกล้ามเนื้อ อาการเหล่านี้เกิดจากมีจุลินทรีย์เข้ามาในร่างกาย ซึ่งมี 2 ทาง คือ จากอาหารปนเปื้อนจุลินทรีย์ปรุงไม่สุก หรือจากจุลินทรีย์ที่มือของคนทำอาหาร ซึ่งยื่นอาหารส่งให้คุณโดยไม่ได้ล้างมือให้สะอาดก่อน </description>
</item>

<item>
<title>ปวดหัวและไมเกรน</title>
<link>http://www.readersdigest.co.th/rd/rdhtml/th/communities/food_recipe.jsp?mccid_cid=512_2117</link>
<description>ปวดศีรษะมีหลายประเภท ปวดศีรษะจากความเครียดมีสาเหตุจากกล้ามเนื้อที่ศีรษะและคอหดตัว ส่วนไมเกรนเกิดจากการหดและขยายตัวอย่างกะทันหันของหลอดเลือดในศีรษะ ทำให้ปวดตุบๆ ตามด้วยอาการคลื่นไส้และไวต่อแสงหรือเสียง สำหรับอาการปวดร้าวหลายๆ จุดพร้อมกันทั่วศีรษะ บางครั้งเป็นเพราะการดื่มเหล้าหรือสูบบุหรี่ และมักเกิดเป็นช่วงๆ หนักเบาสลับกัน </description>
</item>

<item>
<title>เหา</title>
<link>http://www.readersdigest.co.th/rd/rdhtml/th/communities/food_recipe.jsp?mccid_cid=512_2118</link>
<description>เด็กๆ อาจติดเหามาจากเพื่อนที่โรงเรียน ทันทีที่มีเหาอยู่บนหัว ต่อให้ตัดผมจนสั้นกุด ก็ไม่สามารถกำจัดมันได้หมด คุณต้องกำจัดไข่เหาที่เกาะติดอยู่กับเส้นผมเหนือหนังศีรษะขึ้นมาราว 5 มม. โดยอาจเลือกใช้สารเคมี (แต่อาจเป็นอันตรายต่อเด็กและเหาอาจดื้อยา) หรือใช้วิธีที่เปลืองแรงหน่อยแต่ได้ผลพอสมควรคือ การรักษาแบบพื้นบ้าน ดูแลหนังศีรษะที่มีปัญหา ขณะเดียวกันก็ตรวจดูสมาชิกคนอื่นๆ ในครอบครัวด้วย </description>
</item>

<item>
<title>มีลูกยาก (ชาย)</title>
<link>http://www.readersdigest.co.th/rd/rdhtml/th/communities/food_recipe.jsp?mccid_cid=512_2119</link>
<description>หากคู่หรือภรรยาของคุณไม่ตั้งครรภ์ใน 1 ปีที่มีเพศสัมพันธ์กันโดยไม่ได้คุมกำเนิดในช่วงที่ไข่มีโอกาสผสมมากที่สุดของรอบเดือน คุณหรือคู่ของคุณอาจประสบภาวะมีลูกยาก ซึ่งควรไปพบแพทย์เพื่อประเมินปัญหาและค้นหาสาเหตุ โดยอาจต้องตรวจวินิจฉัยคู่หรือภรรยาของคุณด้วย เพราะปัญหาอาจมาจากทั้งคู่หรือฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง </description>
</item>

<item>
<title>มีลูกยาก (หญิง)</title>
<link>http://www.readersdigest.co.th/rd/rdhtml/th/communities/food_recipe.jsp?mccid_cid=512_2120</link>
<description>ถ้าหญิงคนใดไม่สามารถตั้งครรภ์ภายใน 1 ปี แม้จะมีเพศสัมพันธ์สม่ำเสมอ โดยไม่ได้ป้องกันในช่วงที่ไข่มีโอกาสผสมมากที่สุด (5 วันก่อนไข่ตกและวันที่ไข่ตก) ผู้หญิงคนนั้นอาจประสบภาวะมีลูกยาก (infertility) กรณีผู้หญิงที่อายุเกิน 35 ปีให้สังเกตเพียง 6 เดือนก็พอ เพราะโอกาสตั้งครรภ์จะลดลงตามวัยที่เพิ่มขึ้น  </description>
</item>

<item>
<title>นอนไม่หลับ</title>
<link>http://www.readersdigest.co.th/rd/rdhtml/th/communities/food_recipe.jsp?mccid_cid=512_2121</link>
<description>อาการนอนไม่หลับอาจกลายเป็นฝันร้ายเมื่อคุณยังคงได้ยินเสียงติ๊กตอกของนาฬิกาดังไปเรื่อยๆ กลางดึก แต่นอกจากคุณแล้วยังมีคนอื่นอีกมากมายที่ประสบปัญหานี้ แล้วจะทำอย่างไรดี? การนับแกะก็ได้ผลอยู่หรอก แต่ลองวิธีการเหล่านี้ดูสิ ชาสักถ้วย กลิ่นหอมของน้ำมันลาเวนเดอร์ แบบแผนการนอนใหม่ และเทคนิคอื่นๆ อีกมากมาย ซึ่งจะช่วยให้คุณหลับง่ายขึ้นและตื่นขึ้นมาสดชื่นกว่าเดิมในตอนเช้า </description>
</item>

<item>
<title>ประจำเดือนผิดปกติ</title>
<link>http://www.readersdigest.co.th/rd/rdhtml/th/communities/food_recipe.jsp?mccid_cid=512_2122</link>
<description>ภาวะประจำเดือนผิดปกติิมักเกิด 3 ลักษณะด้วยกันคือ อาการปวดประจำเดือนคล้ายเป็นตะคริว (dysmenorrhoea) มีเลือดประจำเดือนมากหรือมีประจำเดือนนานกว่าปกติ (menorrhagia) และไม่มีประจำเดือน (amenorrhoea) โดยทั่วไปภาวะเหล่านี้เกิดกับผู้หญิงที่ฮอร์โมนเปลี่ยนแปลง เช่น เมื่อเข้าสู่วัยสาว หรือช่วงไม่กี่ปีก่อนหมดประจำเดือน แต่ภาวะดังกล่าวอาจเกิดขึ้นในเวลาใดก็ได้ระหว่างวัยเจริญพันธุ์ </description>
</item>

<item>
<title>แพ้ท้อง</title>
<link>http://www.readersdigest.co.th/rd/rdhtml/th/communities/food_recipe.jsp?mccid_cid=512_2123</link>
<description>การที่หญิงมีครรภ์จะรู้สึกคลื่นไส้อาเจียนทุกวันไม่ใช่เรื่องแปลก แต่ก็เป็นเรื่องที่อธิบายไม่ได้เช่นกัน อาการแพ้ท้องอาจเป็นผลจากการเพิ่มขึ้นของฮอร์โมนเอสโตรเจน หรืออวัยวะภายในไม่มีความชื้นเพียงพอ หรือการลดลงของระดับน้ำตาลในเลือดซึ่งเป็นเรื่องปกติของการตั้งครรภ์ระยะแรก นอกจากนี้ความเครียด การเดินทาง อาหารบางอย่าง วิตามินบำรุงครรภ์ และกลิ่นบางกลิ่น อาจมีส่วนทำให้อาการแย่ลงได้ </description>
</item>

<item>
<title>ตะคริว</title>
<link>http://www.readersdigest.co.th/rd/rdhtml/th/communities/food_recipe.jsp?mccid_cid=512_2124</link>
<description>บางครั้งคุณเป็นตะคริวขณะออกกำลัง หรือกำลังทำอะไรอยู่ในท่าเดิมเป็นเวลานาน เช่น ถือปากกาหรือแปรงทาสี ไม่ว่ากรณีใดตะคริวเกิดขึ้นได้จากการใช้กล้ามเนื้อบางส่วนมากเกินไป การขาดน้ำ ความเครียด หรือความเหนื่อยล้า แต่ถ้าน่องของคุณเป็นตะคริวขณะนอนหรือจู่ๆ กล้ามเนื้อมัดหนึ่งก็ตึงขึ้นมา สาเหตุมาจากระบบประสาทส่งสัญญาณทางเคมีแบบผิดๆ สั่งให้กล้ามเนื้อมัดนั้นหดตัว ปัญหานี้มักเกี่ยวข้องกับความไม่สมดุลของโพแทสเซียมและโซเดียมในร่างกาย </description>
</item>

<item>
<title>คลื่นไส้อาเจียน</title>
<link>http://www.readersdigest.co.th/rd/rdhtml/th/communities/food_recipe.jsp?mccid_cid=512_2125</link>
<description>ความรู้สึกคลื่นไส้บ่งบอกว่ามีบางอย่างในกระเพาะของคุณที่ร่างกายอยากกำจัดออกมา แต่แพทย์ต่างเห็นพ้องกันว่า ถ้ารู้สึกคลื่นไส้ไม่ควรพยายามทำให้ตัวเองอาเจียน ควรปล่อยให้มันเป็นไปเองตามกลไกธรรมชาติของร่างกาย และลองใช้วิธีต่อไปนี้ช่วยให้ท้องไส้ที่กำลังปั่นป่วนกลับสู่อาการปกติ </description>
</item>

<item>
<title>เลือดกำเดาไหล</title>
<link>http://www.readersdigest.co.th/rd/rdhtml/th/communities/food_recipe.jsp?mccid_cid=512_2126</link>
<description>อาการเลือดกำเดาไหลมักเกิดขึ้นโดยไม่มีสาเหตุแน่ชัด เช่น การช้ำหรือการแคะจมูก ในเด็กเล็กๆ มักเกิดจากการดันวัตถุแปลกปลอมเข้าไปในรูจมูก การที่เลือดกำเดาไหลเป็นเพราะหลอดเลือดฝอยในโพรงจมูกแตก ซึ่งอาจเกิดจากอากาศแห้งทำให้เยื่อบุด้านในระคายเคือง ผู้ที่มีปัญหาหลอดเลือดแข็งมีโอกาสเลือดกำเดาไหลได้ง่าย เช่นเดียวกับผู้ที่กินยาบางประเภท เช่น ยาแก้อักเสบอย่างแอสไพริน ไอบูโพรเฟน หรือยาละลายลิ่มเลือดอย่างวาร์ฟาริน </description>
</item>

<item>
<title>กรน</title>
<link>http://www.readersdigest.co.th/rd/rdhtml/th/communities/food_recipe.jsp?mccid_cid=512_2127</link>
<description>การกรนอาจเกิดจากหลายสาเหตุ ผู้เชี่ยวชาญคิดว่าเป็นเพราะเนื้อเยื่อที่มีไขมันมากไปกดทับช่องทางเดินหายใจ ดังนั้นคนอ้วนจึงมักนอนกรนมากกว่าคนผอม และเมื่อเป็น หวัด หรือ ภูมิแพ้ ก็อาจทำให้กรน เพราะเนื้อเยื่อที่อักเสบและน้ำมูกจะทำให้หายใจไม่สะดวก ลองทำตามวิธีต่อไปนี้ แล้วคุณจะหลับได้อย่างเป็นสุข </description>
</item>

<item>
<title>เจ็บคอ</title>
<link>http://www.readersdigest.co.th/rd/rdhtml/th/communities/food_recipe.jsp?mccid_cid=512_2128</link>
<description>เมื่อมีอาการเจ็บคอ คุณจะรู้สึกแสบร้อน ระคายเคืองในลำคอ ทำให้พูดหรือกลืนอาหารลำบาก เมื่อส่องดูในลำคอจะเห็นว่าเป็นสีแดงหรืออาจมีจุดสีขาวหรือเหลือง ตามปกติอาการเจ็บคอมักเกิดจากไวรัสหรือแบคทีเรีย ถ้าเกิดจากเชื้อไวรัส (หวัด ไข้หวัดใหญ่) มักค่อยๆ เป็นโดยไม่มีไข้ แต่ถ้าเกิดจากแบคทีเรีย (เช่น การติดเชื้อสเตร็ปโตคอกคัส) มักเกิดขึ้นทันทีพร้อมมีอาการคอบวมและมีไข้ ถ้าคอระคายเคืองจากควันบุหรี่ อากาศแห้ง การกลืนน้ำมูก หรืออาการแพ้ ก็มักทำให้เกิดอาการเจ็บคอด้วยเหมือนกัน </description>
</item>

<item>
<title>ผิวไหม้แดด</title>
<link>http://www.readersdigest.co.th/rd/rdhtml/th/communities/food_recipe.jsp?mccid_cid=512_2129</link>
<description>เมื่อผิวหนังสัมผัสแสงแดดและรังสีอัลตราไวโอเลตมากเกินไปจะทำใผิวหนังชั้นนอกเกิดการอักเสบ คนส่วนใหญ่มักมีอาการผิวไหม้แดดขั้นต้น ซึ่งคุณอาจมีอาการหน้ามืดร่วมด้วย ส่วนใหญ่จะรู้สึกเจ็บมากในช่วง 4 ชั่วโมงหลังจากโดนแดด และเป็นอยู่ 2-3 วัน หลังจากนั้น 5-7 วัน ผิวส่วนที่ไหม้จะเริ่มหลุดลอกออก </description>
</item>

<item>
<title>ฟันขึ้น</title>
<link>http://www.readersdigest.co.th/rd/rdhtml/th/communities/food_recipe.jsp?mccid_cid=512_2130</link>
<description>เมื่อลูกมีอายุ 4-8 เดือน จะมีฟันซี่แรกงอกขึ้นมา เหงือกของลูกอาจบวมแดง และเจ็บปวด เด็กบางคนผ่านพ้นช่วงนี้ได้อย่างสบาย แต่เด็กคนอื่นๆ จะหงุดหงิดงอแงมาก รวมทั้งไม่ยอมนอนด้วย เด็กส่วนใหญ่จะอมนิ้วและมีน้ำลายไหลย้อย ปัญหาฟันขึ้นมักเกิดเมื่อมีฟันขึ้น 2 หรือ 4 ซี่แรกเท่านั้น แต่เด็กบางคนอาจมีอาการกับฟันซี่อื่นๆ ด้วยจนกว่าจะอายุ 3 ขวบ </description>
</item>

<item>
<title>เอดส์</title>
<link>http://www.readersdigest.co.th/rd/rdhtml/th/communities/food_recipe.jsp?mccid_cid=512_2131</link>
<description>ไวรัสเอชไอวี (human immune deficiency virus: HIV) เป็นสาเหตุของกลุ่มอาการภูมิคุ้มกันบกพร่องหรือเอดส์ (acquired immune deficiency syndrome: AIDS) หลังจากติดเชื้อไวรัสนี้ อาจใช้เวลานานนับปีกว่าที่ภูมิคุ้มกันจะอ่อนแอถึงขั้นเจ็บป่วยเป็นโรคต่างๆ โรคเอดส์เกิดขึ้นเมื่อร่างกายไม่สามารถต่อสู้กับโรคต่างๆ ได้อีกต่อไป เช่น ปอดอักเสบ ติดเชื้อราหรือพยาธิ และ มะเร็ง บางชนิด ปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนป้องกันหรือรักษาเอดส์ได้เลย </description>
</item>

<item>
<title>ภูมิแพ้</title>
<link>http://www.readersdigest.co.th/rd/rdhtml/th/communities/food_recipe.jsp?mccid_cid=512_2132</link>
<description>ทำไมถึงเป็นภูมิแพ้ ภูมิแพ้เป็นสัญญาณเตือนว่าภูมิคุ้มกันของคุณไวต่อสิ่งที่ไม่มีอันตราย เช่น ละอองเกสร ฝุ่น เชื้อรา ขนและรังแคจากสัตว์ (คราบน้ำลายที่แห้งเป็นละอองและเศษผิวหนัง) ปกติภูมิคุ้มกันจะไม่ตอบโต้สิ่งเหล่านี้ แต่จะตอบโต้สิ่งที่อันตราย เช่น ไวรัสหรือแบคทีเรีย แต่ระบบภูมิคุ้มกันของผู้เป็นภูมิแพ้ไม่สามารถแยกสิ่งที่เป็นอันตรายจากสิ่งที่ไม่เป็นอันตราย จึงตอบโต้สิ่งต่างๆที่เข้าสู่ร่างกาย ทั้งโดยการกิน (ข้าวสาลี ถั่วลิสง) การดูดซึมผ่านผิวหนัง (ต้นไม้ โลหะ) ลมหายใจ (เชื้อรา ละอองเกสร) หรือการฉีดเข้าเลือด (ยาเพนิซิลลิน) ภูมิแพ้บางชนิดเกิดจากพันธุกรรม </description>
</item>

<item>
<title>อัลไซเมอร์</title>
<link>http://www.readersdigest.co.th/rd/rdhtml/th/communities/food_recipe.jsp?mccid_cid=512_2133</link>
<description>อาการ สูญเสียความทรงจำ จำเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้นไม่ได้ นึกคำพูดไม่ได้ แก้ปัญหาง่ายๆ ไม่ได้ </description>
</item>

<item>
<title>ข้ออักเสบ</title>
<link>http://www.readersdigest.co.th/rd/rdhtml/th/communities/food_recipe.jsp?mccid_cid=512_2134</link>
<description>มีโรคกว่า 100 โรคที่จัดอยู่ในกลุ่มของข้ออักเสบ (arthritis) ซึ่งมีอาการเหมือนกันคือ ข้อแข็งและปวด ถ้าเป็นรุนแรงจะมีอาการข้อติดร่วมด้วย ข้ออักเสบเป็นโรคเรื้อรัง ในประเทศไทยพบว่าโรคนี้เป็นได้กับคนอายุตั้งแต่ 20 ขึ้นไป </description>
</item>

<item>
<title>หอบหืด</title>
<link>http://www.readersdigest.co.th/rd/rdhtml/th/communities/food_recipe.jsp?mccid_cid=512_2135</link>
<description>โรคหืด (asthma) เกิดจากท่อลมภายในปอดเกิดการบวมแน่น เหลือช่องให้อากาศผ่านน้อยทำให้หายใจลำบาก เมื่อเกิดอาการหอบหืดท่อลมเล็กที่สุด (หลอดลม) จะหดเกร็ง ส่งผลให้ร่างกายหลั่งสารเคมีอย่างฮิสตามีนที่ทำให้เกิดการอักเสบ บวม และสร้างน้ำเมือกมากผิดปกติ ถึงแม้ผู้ป่วยจำนวนมากมีอาการเพียงเล็กน้อยและสามารถควบคุมอาการได้ แต่ถ้าเป็นรุนแรงอาจทำให้หายใจไม่ออกและถึงกับเสียชีวิต </description>
</item>

<item>
<title>ฝี</title>
<link>http://www.readersdigest.co.th/rd/rdhtml/th/communities/food_recipe.jsp?mccid_cid=512_2137</link>
<description>ฝีเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียขั้นรุนแรง มักเป็นแบคทีเรียสแตฟิโลค็อกไค (staphylococci) ที่เข้าไปในผิวหนังผ่านทางรูขุมขน ข้างในฝีมีน้ำหนองซึ่งทำให้ฝีบวม และเกิดเป็นหัวฝีสีขาวหรือเหลือง ปกติฝีเกิดจากเสื้อผ้าเสียดสีกับผิวหนัง หรือร่างกายส่วนที่ชื้นโดนสัมผัสเสียดสีอยู่ตลอด เช่น ลำคอ ใต้แขน ก้น หรือขาหนีบ โดยทั่วไปฝีจะแตกเองภายใน 2 สัปดาห์ แล้วจะยุบตัวลงและหายไปเอง ถ้าคุณกำจัดหัวฝีและหนองออกไปได้ ฝีก็จะหายเร็วขึ้น </description>
</item>

<item>
<title>มะเร็ง</title>
<link>http://www.readersdigest.co.th/rd/rdhtml/th/communities/food_recipe.jsp?mccid_cid=512_2138</link>
<description>มีคนไทยเสียชีวิตเพราะมะเร็งปีละกว่า 45,000 คน แต่ละปีมีผู้ป่วยด้วยมะเร็งรายใหม่ราว 100,000 คน หรือวันละ 274 คน คาดว่าราว 70% ของมะเร็งที่เกิดขึ้นป้องกันได้โดยการเปลี่ยนรูปแบบการใช้ชีวิตและอาหารการกิน </description>
</item>

<item>
<title>เบาหวาน</title>
<link>http://www.readersdigest.co.th/rd/rdhtml/th/communities/food_recipe.jsp?mccid_cid=512_2139</link>
<description>เบาหวาน (diabetes) เป็นภาวะที่ร่างกายมีน้ำตาลในเลือดสูง เพราะผลิตอินซูลินที่ควบคุมระดับน้ำตาลได้ไม่เพียงพอ หรือร่างกายไม่สามารถนำไปใช้ได้ ภาวะน้ำตาลในเลือดสูงอาจทำให้เกิดโรคต่างๆ ตามมา เช่น โรคหัวใจ โรคไต ประสาทเสื่อม และสายตาบกพร่อง เบาหวานมี 2 ประเภท คือ ประเภท 1 ที่ต้องพึ่งอินซูลิน พบไม่บ่อย มักมีอาการก่อนอายุ 30 ปี ส่วนประเภท 2 ไม่ต้องพึ่งอินซูลิน ร้อยละ 90 ของผู้ป่วยประเภทนี้มักมีอาการเมื่ออายุ 40 ปีขึ้นไป </description>
</item>

<item>
<title>เยื่อบุมดลูกเจริญผิดที่</title>
<link>http://www.readersdigest.co.th/rd/rdhtml/th/communities/food_recipe.jsp?mccid_cid=512_2140</link>
<description>อาการ ปวดประจำเดือนมากตั้งแต่ก่อนมีรอบเดือนจนกระทั่งรอบเดือนหมด มีประจำเดือนมากผิดปกติ มักมีก้อนเลือดขนาดใหญ่ปนอยู่ด้วย </description>
</item>

<item>
<title>ลมชัก</title>
<link>http://www.readersdigest.co.th/rd/rdhtml/th/communities/food_recipe.jsp?mccid_cid=512_2141</link>
<description>โรคลมชักเป็นความผิดปกติของคลื่นไฟฟ้าในสมองและระบบประสาท ปกติแล้วเซลล์สมองจะส่งผ่านกระแสไฟฟ้าอย่างเป็นระบบสม่ำเสมอ แต่เซลล์สมองของผู้ที่เป็นลมชักบางครั้งจะปล่อยกระแสไฟฟ้าพร้อมกันฉับพลัน คลื่นไฟฟ้าที่ผิดปกติก่อให้เกิดอาการต่างๆ กัน ตั้งแต่ตาเหม่อลอยไปจนถึงหมดสติจากอาการชัก อาการที่เกิดเป็นช่วงๆ นี้เรียกว่า ลมบ้าหมู (seizures) ลมชักจึงเรียกอีกชื่อว่าโรคลมบ้าหมู </description>
</item>

<item>
<title>นิ่วในถุงน้ำดี</title>
<link>http://www.readersdigest.co.th/rd/rdhtml/th/communities/food_recipe.jsp?mccid_cid=512_2142</link>
<description>ถุงน้ำดีเป็นอวัยวะรูปร่างคล้ายลูกแพร์ อยู่ในช่องท้องด้านขวาตอนบน ใต้ตับ เป็นที่กักเก็บและทำให้น้ำดีเข้มข้นขึ้นก่อนส่งไปทางท่อน้ำดีสู่ลำไส้เล็กเพื่อย่อยไขมัน นิ่วในถุงน้ำดีอาจเกิดขึ้นได้ถ้าน้ำดีมีคอเลสเตอรอลสูงมาก รวมทั้งกรดน้ำดี เม็ดสี หรือสารอื่นๆ นิ่วในถุงน้ำดีมักไม่แสดงอาการ และไม่จำเป็นต้องดูแลรักษาเป็นพิเศษยกเว้นกรณีที่นิ่วไปอุดท่อน้ำดีหรือทำให้ถุงน้ำดีอักเสบ จนทำให้ปวดท้องมาก ต้องรักษาโดยด่วน </description>
</item>

<item>
<title>โรคหัวใจ</title>
<link>http://www.readersdigest.co.th/rd/rdhtml/th/communities/food_recipe.jsp?mccid_cid=512_2143</link>
<description>โรคหัวใจหมายถึงภาวะที่ผนังหลอดเลือดหัวใจมีคราบไขมันเกาะติด เรียกว่าภาวะหลอดเลือดแข็งหรือหลอดเลือดตีบ (atherosclerosis) คราบไขมันนี้ทำให้การไหลเวียนเลือดติดขัด การขนส่งออกซิเจนและสารอาหารไปหล่อเลี้ยงร่างกายจึงลดลงด้วย หากการอุดตันเกิดขึ้นกับหลอดเลือดขนาดเล็กที่หล่อเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจ จะทำให้เกิดกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดหรือภาวะหัวใจพิบัติ </description>
</item>

<item>
<title>โรคหัวใจ...ป้องกันได้</title>
<link>http://www.readersdigest.co.th/rd/rdhtml/th/communities/food_recipe.jsp?mccid_cid=512_2182</link>
<description>การปรับวิถีชีวิตและโภชนาการสามารถป้องกันโรคร้ายได้หลายชนิด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง โรคหัวใจ งานวิจัยล่าสุดยืนยันว่า สารอาหารบางชนิดช่วยบำรุงหัวใจให้แข็งแรง </description>
</item>

<item>
<title>ความดันเลือดสูง</title>
<link>http://www.readersdigest.co.th/rd/rdhtml/th/communities/food_recipe.jsp?mccid_cid=512_2144</link>
<description>ความดันเลือดจะบันทึกไว้ด้วยตัวเลข 2 ชุด คือ ความดันซิสโตลิก (systolic) ซึ่งเป็นตัวเลขชุดบน เป็นความดันเมื่อหัวใจบีบตัวดันเลือดไปตามหลอดเลือดแดง ส่วนความดันไดแอสโตลิก (diastolic) คือตัวเลขชุดล่าง เป็นความดันเมื่อหัวใจคลายตัว ความดันเลือดปกติคือ 120/80 (ซิสโตลิก/ไดแอสโตลิก) หรือต่ำกว่านี้ ความดันเลือดสูงคือ ความดันเลือดเฉลี่ยตั้งแต่ 140/90 ขึ้นไป จากการวัดความดันอย่างน้อย 2 ครั้ง </description>
</item>

<item>
<title>คอเลสเตอรอลสูง</title>
<link>http://www.readersdigest.co.th/rd/rdhtml/th/communities/food_recipe.jsp?mccid_cid=512_2145</link>
<description>คอเลสเตอรอลในเลือดสูงทำให้เสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดหัวใจหรือหลอดเลือดในสมองแตก/ตีบ แต่วิตามินซี วิตามินอี และสมุนไพรบางชนิด เช่น กระเทียม จะช่วยควบคุมคอเลสเตอรอลและลดโอกาสเกิดโรคได้ </description>
</item>

<item>
<title>ลมพิษ</title>
<link>http://www.readersdigest.co.th/rd/rdhtml/th/communities/food_recipe.jsp?mccid_cid=512_2146</link>
<description>ลมพิษคืออาการแพ้ที่ทำให้เกิดผื่นคันเป็นปื้นหนาหรือปื้นแดง อาจมีขนาดเล็กเท่าลูกอมไปจนถึงมีขนาดเท่าจานรองถ้วย อาการนี้เป็นผลจากการที่เซลล์ปล่อยสารฮิสตามีน ซึ่งเป็นสารเคมีที่ทำให้ของเหลวรั่วซึมผ่านหลอดเลือดเข้าสู่ชั้นผิวหนังลึกที่สุด  </description>
</item>

<item>
<title>นิ่วในไต</title>
<link>http://www.readersdigest.co.th/rd/rdhtml/th/communities/food_recipe.jsp?mccid_cid=512_2147</link>
<description>อาการปวดหลังและสีข้างอย่างรุนแรงจนแทบอาเจียนเกิดจากผลึกซึ่งตกตะกอนจากปัสสาวะแล้วสะสมที่ผนังด้านในของไต เศษตะกอนบางส่วนอาจหลุดออกมาตามท่อปัสสาวะซึ่งเล็กพอๆ กับเส้นสปาเก็ตตี้ นิ่วส่วนใหญ่ประกอบด้วยสารแคลเซียม และอาจเกิดจากปัจจัยต่างๆ เช่น กรรมพันธุ์ ภาวะขาดน้ำเรื้อรัง ติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะบ่อยๆ และวิถีชีวิตที่ต้องนั่งอยู่กับที่นานๆ </description>
</item>

<item>
<title>โรคไต</title>
<link>http://www.readersdigest.co.th/rd/rdhtml/th/communities/food_recipe.jsp?mccid_cid=512_2148</link>
<description>ไตของเราคอยกำจัดของเสียออกจากร่างกาย แต่อาจได้รับพิษหรือยาต่างๆ มากเกินไป จนเกิดความเสียหายและกลายเป็นความผิดปกติในไตได้ นิ่วและการติดเชื้อที่ไตเป็นความผิดปกติร้ายแรงที่อาจเกิดขึ้น และจำเป็นต้องรักษา แต่ทางที่ดีคุณควรป้องกันไว้ก่อนจะดีกว่า </description>
</item>

<item>
<title>จอประสาทตาเสื่อม</title>
<link>http://www.readersdigest.co.th/rd/rdhtml/th/communities/food_recipe.jsp?mccid_cid=512_2149</link>
<description>จอประสาทตาเป็นพื้นที่รับภาพของนัยน์ตาทำให้มองเห็นภาพ โดยมีพื้นที่ส่วนกลางเป็นบริเวณรับภาพสี จอประสาทตาเสื่อม (macular degeneration) มักเกิดขึ้นที่ส่วนกลางของจอประสาทตาซึ่งเป็นส่วนสำคัญ แม้จอประสาทตาด้านข้างยังเป็นปกติ แต่ผู้ป่วยมักมองเห็นไม่ชัด เห็นเป็นสีเทา หรือเกิดจุดบอดกลางภาพ ทำให้ยากต่อการอ่านหนังสือ ขับรถ ดูโทรทัศน์ หรือจดจำหน้าคน </description>
</item>

<item>
<title>หัวใจเต้นเร็วผิดปกติ</title>
<link>http://www.readersdigest.co.th/rd/rdhtml/th/communities/food_recipe.jsp?mccid_cid=512_2150</link>
<description>หัวใจของเราเต้นเป็นจังหวะปกติเพราะมีสัญญาณไฟฟ้ากระตุ้นสม่ำเสมอ ถ้าเกิดความผิดปกติในกลไกนี้้ หัวใจจะเต้นเร็วผิดปกติ แม้บางครั้งอาการนี้จะเป็นสัญญาณของความผิดปกติร้ายแรงที่หัวใจ แต่ส่วนใหญ่มักเกิดจากความอ่อนเพลีย ความกังวล หรือเครียด แม้ภาวะนี้แม้จะทำให้กังวล แต่ไม่จำเป็นต้องรักษาด้วยยา </description>
</item>

<item>
<title>พาร์คินสัน</title>
<link>http://www.readersdigest.co.th/rd/rdhtml/th/communities/food_recipe.jsp?mccid_cid=512_2151</link>
<description>โรคพาร์คินสัน (Parkinson's disease) ตั้งตามชื่อแพทย์ชาวอังกฤษผู้ค้นพบโรคนี้เมื่อต้นศตวรรษที่ 19 โรคนี้เป็นโรคในกลุ่มระบบประสาทเสื่อมที่พบบ่อยที่สุด ทั่วโลกมีผู้ป่วยโรคนี้อยู่หลายล้านคน มักเกิดกับผู้มีอายุเกิน 60 ปี ผู้ชายเป็นมากกว่าผู้หญิง  </description>
</item>

<item>
<title>แผลในกระเพาะอาหาร</title>
<link>http://www.readersdigest.co.th/rd/rdhtml/th/communities/food_recipe.jsp?mccid_cid=512_2152</link>
<description>แผลในกระเพาะอาหารหมายถึงภาวะที่เยื่อบุกระเพาะอาหารหรือลำไส้เล็กส่วนต้นกลายเป็นแผลคล้ายปากปล่องภูเขาไฟ ตามปกติเมื่อต่อมผลิตน้ำย่อยเปปซินและกรดย่อยอาหารในกระเพาะหลั่งน้ำย่อยออกมา เยื่อบุกระเพาะอาหารและลำไส้เล็กส่วนต้นจะหลั่งเมือกชนิดพิเศษเพื่อป้องกันตนเอง แต่่ถ้ามีเหตุรบกวนสมดุลดังกล่าว จะทำให้น้ำย่อยกัดกร่อนเยื่อบุจนเป็นแผล </description>
</item>

<item>
<title>สะเก็ดเงิน</title>
<link>http://www.readersdigest.co.th/rd/rdhtml/th/communities/food_recipe.jsp?mccid_cid=512_2153</link>
<description>โรคผิวหนังชนิดนี้จะอาการกำเริบและหายไปเป็นพักๆ แม้ไม่อันตรายถึงชีวิต แต่อาจทำให้บางคนเจ็บปวดทรมาน โรคนี้ยังไม่มีวิธีป้องกันหรือรักษาแน่ชัด แต่สารเสริมอาหารและสมุนไพรอาจช่วยควบคุมอาการได้ </description>
</item>

<item>
<title>ไซนัสอักเสบ</title>
<link>http://www.readersdigest.co.th/rd/rdhtml/th/communities/food_recipe.jsp?mccid_cid=512_2155</link>
<description>ในโพรงไซนัสของเรานั้นมีเยื่อเมือกบางๆ ห่อหุ้มอยู่ หากเมื่อใดที่เยื่อเมือกเหล่านี้เกิดการติดเชื้อหรืออักเสบ จะทำให้มันบวมขึ้น ปิดกั้นช่องระบายน้ำเมือกออกมาทางโพรงจมูก แรงดันที่เกิดขึ้นภายในอาจทำให้มีอาการปวดศีรษะ คัดจมูก มีน้ำมูกสีเหลืองปนเขียว และอาจรู้สึกปวดบริเวณโหนกแก้มด้วย </description>
</item>

<item>
<title>เครียด</title>
<link>http://www.readersdigest.co.th/rd/rdhtml/th/communities/food_recipe.jsp?mccid_cid=512_2156</link>
<description>ความเครียดทำให้ระบบต่อมไร้ท่อผลิตฮอร์โมนที่กดภูมิคุ้มกันของคุณลง ทำให้คุณเป็นหวัดและเจ็บป่วยได้ง่าย นอกจากนี้ยังส่งผลร้ายต่อหัวใจและหลอดเลือด จิตใจคุณก็ถูกโจมตีด้วยเช่นกัน โดยจะทำให้รู้สึกหงุดหงิด โกรธง่าย วิตกกังวลมาก ขาดสมาธิ รวมถึงนอนไม่หลับ ปวดท้องเรื้อรัง และทรมานจากอาการปวดศีรษะและภาวะอ่อนเพลีย </description>
</item>

<item>
<title>ข้อเท้าบวม</title>
<link>http://www.readersdigest.co.th/rd/rdhtml/th/communities/food_recipe.jsp?mccid_cid=512_2157</link>
<description>อาการข้อเท้าบวมมักเกิดจากการมีน้ำคั่งอยู่ในเนื้อเยื่อมากหรือที่เรียกว่าการ บวมน้ำ และอาจเกิดจากโรคบางอย่างเช่น โรคหัวใจ อย่างไรก็ตาม ยังมีวิธีที่คุณบรรเทาอาการบวมที่ข้อเท้าได้ </description>
</item>

<item>
<title>ต่อมไทรอยด์ผิดปกติ</title>
<link>http://www.readersdigest.co.th/rd/rdhtml/th/communities/food_recipe.jsp?mccid_cid=512_2158</link>
<description>ต่อมไทรอยด์ผิดปกติมักเกิดกับผู้หญิงมากกว่าผู้ชายหลายเท่า คนจำนวนไม่น้อยที่ป่วยเป็นโรคนี้โดยไม่รู้ตัว ภาวะนี้รักษาหายได้ด้วยการรักษาแผนปัจจุบัน หรือควบคู่กับการกินผลิตภัณฑ์เสริมอาหารภายใต้การดูแลของแพทย์ </description>
</item>

<item>
<title>เสียงก้องในหู</title>
<link>http://www.readersdigest.co.th/rd/rdhtml/th/communities/food_recipe.jsp?mccid_cid=512_2159</link>
<description>อาการมีเสียงดังหึ่ง เสียงก้อง หรือเสียงดังหวือในหูตลอดเวลา เกิดกับผู้ใหญ่จำนวนถึง 1 ใน 6 ถึงแม้โรคนี้ไม่มีทางรักษาให้หายขาด แต่การกินวิตามิน แร่ธาตุ และสมุนไพรบางชนิดจะทำให้อาการดีขึ้นได้ โดยช่วยการไหลเวียนเลือดและการทำงานของระบบประสาทในศีรษะและหู </description>
</item>

<item>
<title>บวมน้ำ</title>
<link>http://www.readersdigest.co.th/rd/rdhtml/th/communities/food_recipe.jsp?mccid_cid=512_2160</link>
<description>อาการบวมน้ำเกิดขึ้นเมื่อของเหลวที่ควรเดินทางผ่านหลอดเลือดและน้ำเหลืองกลับซึมออกมาสู่เซลล์และช่องว่างระหว่างเซลล์ สาเหตุที่พบบ่อยคือ บริโภคเกลือมากเกินไป การสวมถุงเท้าที่ยาวถึงเข่าและรัดแน่นด้านบน การยืนนานๆ และการนั่งห้อยขา ก็ทำให้ข้อเท้าบวมได้ ส่วนอาการบวมน้ำก่อนมีประจำเดือน เกิดจากระดับฮอร์โมนแปรปรวนซึ่งมีผลต่อการทำงานของหลอดเลือดและต่อมน้ำเหลือง สาเหตุอื่นคือ เกิดจากโรคตับ โรคไต หรือภาวะหัวใจล้มเหลว </description>
</item>

<item>
<title>ว่านหางจระเข้</title>
<link>http://www.readersdigest.co.th/rd/rdhtml/th/communities/food_recipe.jsp?mccid_cid=512_2161</link>
<description>มีการใช้ว่านชนิดนี้รักษาโรคมาตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ ปัจจุบันนิยมใช้วุ้นใสในใบว่านเป็นยารักษาผิวไหม้แดด บาดแผลเล็กๆ น้อยๆ และปัญหาผิวหนังอื่นๆ ว่านนี้ยังใช้รักษาโรคริดสีดวงทวารและแผลแมลงสัตว์กัดต่อยได้ เพราะมีตัวยาต้านการอักเสบ และเนื้อวุ้นยังให้ความรู้สึกเย็น ช่วยเคลือบเนื้อเยื่อที่เกิดอาการคันหรือระคายเคือง </description>
</item>

<item>
<title>สารต้านอนุมูลอิสระ</title>
<link>http://www.readersdigest.co.th/rd/rdhtml/th/communities/food_recipe.jsp?mccid_cid=512_2162</link>
<description>อนุมูลอิสระเป็นโมเลกุลที่เกิดขึ้นจากกระบวนการเผาผลาญพลังงานในร่างกาย เนื่องจากเป็นอนุภาคไม่คงตัว จึงทำปฏิกิริยากับโมเลกุลที่อยู่ติดกันได้อย่างรวดเร็ว เกิดปฏิกิริยาที่เรียกว่าออกซิเดชัน (oxidation) ซึ่งอาจก่อผลกระทบที่อันตรายต่อร่างกายได้ </description>
</item>

<item>
<title>ผลิตภัณฑ์จากผึ้ง</title>
<link>http://www.readersdigest.co.th/rd/rdhtml/th/communities/food_recipe.jsp?mccid_cid=512_2163</link>
<description>แม้มีคำล่ำลือมากมายถึงสรรพคุณทางยาของผลิตผลต่างๆ จากผึ้ง แต่กลับมีข้อมูลยืนยันเรื่องนี้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น อย่างไรก็ดี เกสรผึ้ง นมผึ้ง และยางผึ้ง ล้วนเป็นผลิตภัณฑ์จากผึ้งที่นิยมใช้กันแพร่หลายและมีการศึกษาทางวิทยาศาสตร์อย่างต่อเนื่อง </description>
</item>

<item>
<title>เบคกิ้งโซดา</title>
<link>http://www.readersdigest.co.th/rd/rdhtml/th/communities/food_recipe.jsp?mccid_cid=512_2164</link>
<description>เบคกิ้งโซดา (bicarbonate of soda) หรือโซเดียมไบคาร์บอเนต (sodium bicarbonate) เป็นสารลดกรดที่ออกฤทธิ์ได้รวดเร็วที่สุดชนิดหนึ่ง ใช้รักษาอาการคันจากแมลงสัตว์กัดต่อย ขจัดหินปูนที่เกาะติดฟัน ช่วยลดภาวะความเป็นกรดที่ทำลายสุขภาพฟัน รักษาอาการติดเชื้อในกระเพาะปัสสาวะ นอกจากนี้แพทย์ยังใช้เบคกิ้งโซดาลดกรดในเลือดซึ่งเกิดขึ้นในกระบวนการฟอกไตของผู้ป่วยโรคไตอีกด้วย  </description>
</item>

<item>
<title>สังกะสี</title>
<link>http://www.readersdigest.co.th/rd/rdhtml/th/communities/food_recipe.jsp?mccid_cid=512_2199</link>
<description>รู้จักสังกะสี สังกะสีมักมีอยู่ตามกล้ามเนื้อ กระดูก ผิวหนัง ไต ตับ ตับอ่อน นัยน์ตา และต่อมลูกหมาก แร่ธาตุชนิดนี้มีมากในอาหารโปรตีน เช่น เนื้อสัตว์และปลา ร่างกายเราไม่สามารถผลิตหรือเก็บสะสมสังกะสีไว้ จึงต้องได้รับให้เพียงพออยู่เสมอ </description>
</item>

<item>
<title>แคลเซียม</title>
<link>http://www.readersdigest.co.th/rd/rdhtml/th/communities/food_recipe.jsp?mccid_cid=512_2165</link>
<description>แคลเซียม (calcium) เป็นส่วนประกอบสำคัญของกระดูกและฟัน และยังจำเป็นต่อกลไกของร่างกาย เช่น การแข็งตัวของเลือดและการหดตัวของกล้ามเนื้อ ในกรณีที่ได้รับแคลเซียมจากอาหารไม่เพียงพอ การกินในรูปสารเสริมอาหารจะป้องกันภาวะขาดแคลเซียมได้ </description>
</item>

<item>
<title>แคโรทีนอยด์</title>
<link>http://www.readersdigest.co.th/rd/rdhtml/th/communities/food_recipe.jsp?mccid_cid=512_2167</link>
<description>แคโรทีนอยด์เป็นรงควัตถุในผักและผลไม้สีแดง ส้ม และเหลือง เป็นสารต้านอนุมูลอิสระจากธรรมชาติที่ช่วยต้านโรคมะเร็งและโรคหัวใจ จึงมีผู้นิยมเสริมแคโรทีนอยด์ในรูปผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร </description>
</item>

<item>
<title>โครเมียม</title>
<link>http://www.readersdigest.co.th/rd/rdhtml/th/communities/food_recipe.jsp?mccid_cid=512_2168</link>
<description>โครเมียม (chromium) เป็นแร่ธาตุที่ร่างกายต้องการเพียงเล็กน้อยและมีโครงสร้างทางเคมีหลายแบบ โครเมียมมีมากในธัญพืชไม่ขัดสี มันฝรั่ง ลูกพรุน เนยถั่ว ถั่ว อาหารทะเล และยีสต์หมักเบียร์ อาหารไขมันต่ำมีแนวโน้มที่จะมีโครเมียมสูงกว่าอาหารไขมันสูง </description>
</item>

<item>
<title>โคเอนไซม์ Q10</title>
<link>http://www.readersdigest.co.th/rd/rdhtml/th/communities/food_recipe.jsp?mccid_cid=512_2169</link>
<description>โคเอนไซม์ Q10 มีความสำคัญต่อการทำงานของระบบต่างๆ ในร่างกายจนแพทย์บางคนเรียกว่า วิตามินคิว (vitamin Q) จากการศึกษาในปัจจุบันพบความเป็นไปได้ที่สารชนิดนี้สามารถรักษา โรคหัวใจ และโรคจากความชราได้ </description>
</item>

<item>
<title>ทองแดง</title>
<link>http://www.readersdigest.co.th/rd/rdhtml/th/communities/food_recipe.jsp?mccid_cid=512_2170</link>
<description>ทองแดงมีบทบาทสำคัญในการป้องกันโรคหลอดเลือดหัวใจ ช่วยบำรุงผิวพรรณและสีของเส้นผม และเพิ่มสมรรถภาพทางเพศ แม้จะพบแร่ธาตุชนิดนี้ในโปรตีนอย่างน้อย 15 ชนิดในร่างกายของเรา แต่เชื่อว่ายังมีคนจำนวนมากที่อาจได้รับสารอาหารชนิดนี้ไม่เพียงพอ </description>
</item>

<item>
<title>ซึมเศร้า</title>
<link>http://www.readersdigest.co.th/rd/rdhtml/th/communities/food_recipe.jsp?mccid_cid=512_2171</link>
<description>แม้แต่บีโทเฟน หรือวินส์ตัน เชอร์ชิลล์ และวินเซนต์ แวน โก๊ะ ต่างเคยประสบภาวะซึมเศร้ามาแล้ว นักจิตวิทยาบางคนกล่าวว่าภาวะซึมเศร้าคือหวัดทางอารมณ์ที่ใครๆ ก็เป็นกันได้ทั้งนั้น ถ้าคุณมีอาการซึมเศร้า อย่าปล่อยให้มันจำกัดชีวิตคุณ มียามากมายที่รักษาภาวะซึมเศร้าเรื้อรังได้ </description>
</item>

<item>
<title>ฟีเวอร์ฟิว</title>
<link>http://www.readersdigest.co.th/rd/rdhtml/th/communities/food_recipe.jsp?mccid_cid=512_2172</link>
<description>ในยุคกลางเชื่อกันว่าฟีเวอร์ฟิวทำให้อากาศบริสุทธิ์ ป้องกันโรคมาลาเรียและโรคอื่นๆ ซึ่งคุกคามชีวิต นับแต่นั้นมาก็มีการใช้สมุนไพรชนิดนี้รักษาอาการ ปวดหัว ปวดท้อง และ ประจำเดือนผิดปกติ ไม่นานมานี้สมุนไพรชนิดนี้ยังได้รับการรับรองว่ามีสรรพคุณป้องกันไมเกรนด้วย </description>
</item>

<item>
<title>น้ำมันปลา</title>
<link>http://www.readersdigest.co.th/rd/rdhtml/th/communities/food_recipe.jsp?mccid_cid=512_2173</link>
<description>นักวิทยาศาสตร์เฝ้าสงสัยว่าทำไมชาวอินูอิตที่เกาะกรีนแลนด์ถึงไม่ค่อยเป็นโรคหัวใจทั้งที่กินอาหารมีไขมันสูง เคล็ดลับคือพวกเขากินปลาที่อุดมด้วยโอเมกา-3 ซึ่งการศึกษาต่อมายืนยันว่ามีสรรพคุณในการป้องกันโรคหัวใจและยังมีคุณประโยชน์อื่นๆ ด้วย </description>
</item>

<item>
<title>เห็ด</title>
<link>http://www.readersdigest.co.th/rd/rdhtml/th/communities/food_recipe.jsp?mccid_cid=512_2174</link>
<description>ตำรับยาโบราณของเอเชียนิยมใช้เห็ดสายพันธุ์ต่างๆ มาช้านานแล้ว รวมถึงเห็ดไมทาเกะ (maitake) เห็ดหลินจือหรือเรอิชิ (reishi) และเห็ดหอมหรือชิทาเกะ (shiitake) โดยเฉพาะเห็ดหลินจือซึ่งเป็นยาบำรุงที่จีนนิยมใช้และมีกล่าวถึงไว้ในงานเขียนของจีนเมื่อ 200 ปีก่อนคริสตกาลด้วย แม้ว่าเห็ดชนิดอื่น เช่น เห็ดทรีเอียร์ (tree ear) และเห็ดหอยนางรม (oyster mushroom) อาจมีประโยชน์เช่นกัน </description>
</item>

<item>
<title>กรดโฟลิก</title>
<link>http://www.readersdigest.co.th/rd/rdhtml/th/communities/food_recipe.jsp?mccid_cid=512_2175</link>
<description>กรดโฟลิก (folic acid) คือวิตามินบีท่ีละลายน้ำได้ชนิดหนึ่ง ซึ่งอาจเรียกว่า โฟเลซิน (folacin) หรือโฟเลต (folate) มีการค้นพบกรดโฟลิกช่วงทศวรรษ 1940 โดยสกัดได้จากผักโขม (spinach) เนื่องจากร่างกายไม่สามารถเก็บโฟลิกไว้ได้นาน จึงต้องกินอาหารที่มีกรดโฟลิกเป็นประจำทุกวัน </description>
</item>

<item>
<title>กระเทียม</title>
<link>http://www.readersdigest.co.th/rd/rdhtml/th/communities/food_recipe.jsp?mccid_cid=512_2176</link>
<description>ชาวอียิปต์โบราณยกย่องกระเทียมว่ามีคุณสมบัติเสริมกำลังวังชา และรักษาอาการเจ็บป่วยได้หลายชนิด ตั้งแต่โรคเรื้อน จนถึงริดสีดวงทวาร ส่วนงานวิจัยสมัยใหม่เน้นศึกษาความเป็นไปได้ที่กระเทียมจะลดความเสี่ยงต่อการเกิด โรคหัวใจ และ มะเร็ง </description>
</item>

<item>
<title>ขิง</title>
<link>http://www.readersdigest.co.th/rd/rdhtml/th/communities/food_recipe.jsp?mccid_cid=512_2177</link>
<description>ขิงได้ชื่อว่าเป็นยารักษาอาการท้องไม่ปกติทั้งหลาย สมุนไพรชนิดนี้เป็นพืชที่พบได้ทั่วไปในเอเชีย จาเมกา และพื้นที่เขตร้อนอื่นๆ จัดเป็นพืชล้มลุกข้ามปีในวงศ์เดียวกับขมิ้นชันและกระวาน เหง้าขิงใช้เป็นเครื่องเทศแต่งเติมกลิ่นและรสชาติเผ็ดร้อนให้อาหารทั้งคาวหวาน นอกจากนี้ยังเป็นยาตำรับโบราณด้วย  </description>
</item>

<item>
<title>แปะก๊วย</title>
<link>http://www.readersdigest.co.th/rd/rdhtml/th/communities/food_recipe.jsp?mccid_cid=512_2178</link>
<description>แปะก๊วย (ginkgo biloba) เป็นพันธุ์ไม้โบราณของจีนมากว่า 200 ล้านปี สารออกฤทธิ์ทางยาของมันสกัดได้จากส่วนใบรูปทรงคล้ายพัด สารสกัดแปะก๊วยหรือจีบีอี (ginkgo biloba extract: GBE) ที่ทำเป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหารนั้น ได้จากกระบวนการนำใบไปตากแห้งแล้วบด จากนั้นใช้สารอะซีโตน (acetone) ผสมกับน้ำเป็นตัวสกัดสารออกฤทธิ์ของแปะก๊วย </description>
</item>

<item>
<title>ใบบัวบก</title>
<link>http://www.readersdigest.co.th/rd/rdhtml/th/communities/food_recipe.jsp?mccid_cid=512_2179</link>
<description>การนำบัวบกมาใช้ทางการแพทย์มีต้นกำเนิดจากอินเดีย ซึ่งมีการใช้สมุนไพรชนิดนี้ในการรักษาแบบอายุรเวท จากนั้นคำเล่าลือถึงสรรพคุณของบัวบกในการบำบัดรักษาโรคผิวหนังค่อยๆ แพร่ไปทั่วเอเชียและยุโรป โดยชาวฝรั่งเศสรู้จักใช้บัวบกรักษาแผลไหม้และบาดแผลตั้งแต่ทศวรรษ 1880 </description>
</item>

<item>
<title>ชาเขียว</title>
<link>http://www.readersdigest.co.th/rd/rdhtml/th/communities/food_recipe.jsp?mccid_cid=512_2964</link>
<description>รู้จักชาเขียว [estore] การทำชาแบบดั้งเดิมนั้นง่ายมาก เพียงนำใบชามาอบ จากนั้นจึงม้วนและนำไปตากแห้ง การอบใบชาจะทำลายเอนไซม์ที่หมักให้ใบชาขึ้นฟู ชาชนิดอื่นจะหมักให้ขึ้นฟูโดยอาจหมักบางส่วน (ชาอู่หลง) หรือหมักทั้งหมด (ชาดำ) แต่ชาเขียวไม่ถูกหมักให้ขึ้นฟู จึงมีรสชาติเป็นเอกลักษณ์ และรักษาสารโพลีฟีนอล (polyphenol) ไว้ได้ โพลีฟีนอลนี้เองที่เป็นสารต้านอนุมูลอิสระช่วยป้องกันเซลล์เสื่อมสภาพ องค์ประกอบอื่นๆ ในชาเขียวที่อาจมีประโยชน์คือ ฟลูโอไรด์ (fluoride) คาเทชิน (catechin) และแทนนิน (tannin) </description>
</item>

<item>
<title>ฮอว์ทอร์น</title>
<link>http://www.readersdigest.co.th/rd/rdhtml/th/communities/food_recipe.jsp?mccid_cid=512_2181</link>
<description>รู้จักฮอว์ทอร์น ต้นฮอว์ทอร์น (hawthorn) เป็นไม้พุ่มหรือไม้ยืนต้นที่สูง 9 ม. ชาวยุโรปนิยมปลูกล้อมที่ดินและตัดแต่งเป็นรั้วหรือแบ่งเขตสวน สรรพคุณรักษาโรคหัวใจของฮอว์ทอร์นเป็นที่รู้จักในหมู่ชาวกรีกโบราณไปจนถึงชาวอินเดียนแดง แต่การใช้ฮอว์ทอร์นในแพทย์แผนใหม่เกิดขึ้นโดยนายแพทย์ ดี กรีน แห่งเอนนิส (D. Green of Ennis) แพทย์ชาวไอริชสมัยศตวรรษที่ 19 ผู้ซึ่งประสบความสำเร็จมากในการรักษา โรคหัวใจ </description>
</item>

<item>
<title>ความดันเลือดสูงควบคุมได้ง่ายนิดเดียว</title>
<link>http://www.readersdigest.co.th/rd/rdhtml/th/communities/food_recipe.jsp?mccid_cid=512_2183</link>
<description>กว่าครึ่งหนึ่งของคนที่เป็นความดันเลือดสูงนั้นไม่รู้ตัวว่าเป็น ส่วนในกลุ่มคนที่รู้ตัวแล้วนั้น มีถึงร้อยละ 70 ที่ไม่สามารถควบคุมระดับความดันเลือดของตนเองได้ ถ้าคุณมีความดันเลือดสูง ควรปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด การออกกำลังกายและปรับเปลี่ยนอาหารนั้นถือเป็นกุญแจสำคัญ แม้แพทย์จะให้ยาลดความดันเลือดแก่คุณแล้ว แต่การปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตให้เหมาะสมยังถือว่าจำเป็นมาก </description>
</item>

<item>
<title>น้ำผึ้ง</title>
<link>http://www.readersdigest.co.th/rd/rdhtml/th/communities/food_recipe.jsp?mccid_cid=512_2185</link>
<description>น้ำผึ้งเป็นผลผลิตจากฝูงผึ้งที่พากเพียรบินเก็บน้ำหวานในรัศมี 8 กิโลเมตร สิ่งที่ต้องใช้เวลาและแรงงานกว่าจะได้มาอย่างนี้ ย่อมต้องเป็นของดีมีประโยชน์ น้ำผึ้งนั้นมีความหวานมากกว่าน้ำตาล ให้พลังงาน 65 แคลอรีต่อ 1 ช้อนโต๊ะ ขณะที่น้ำตาลทรายขาวให้พลังงานเพียง 48 แคลอรี นอกจากนี้น้ำผึ้งยังมีประโยชน์อันน่าทึ่งอีกมากมาย </description>
</item>

<item>
<title>ธาตุเหล็ก</title>
<link>http://www.readersdigest.co.th/rd/rdhtml/th/communities/food_recipe.jsp?mccid_cid=512_2186</link>
<description>มีคนจำนวนมากจนน่าตกใจที่ขาดธาตุเหล็ก ซ้ำยังมีไม่กี่คนที่รู้ว่าการขาดธาตุเหล็กทำให้ร่างกายอ่อนแอ โลหิตจาง ขาดสมาธิ และติดเชื้อง่าย แต่ถ้ามีธาตุเหล็กมากเกินไปก็เป็นอันตราย จึงควรระวังเมื่อจะเสริมธาตุเหล็ก  </description>
</item>

<item>
<title>ฟอสฟอรัส</title>
<link>http://www.readersdigest.co.th/rd/rdhtml/th/communities/food_recipe.jsp?mccid_cid=512_2187</link>
<description>ฟอสฟอรัส (phosphorus) เป็นแร่ธาตุที่มีมากเป็นอันดับสองในร่างกายรองจากแคลเซียม คนทั่วไปจะมีถึงกว่า 650 กรัม แม้ว่า 85% ของแร่ธาตุชนิดนี้จะอยู่ในกระดูกและฟัน แต่ส่วนที่เหลือจะกระจายอยู่ในเลือดและอวัยวะต่างๆ เช่น หัวใจ ไต สมอง และกล้ามเนื้อ ฟอสฟอรัสทำงานร่วมกับสารอาหารนานาชนิด แต่มักทำงานคู่กับแคลเซียม ในกระดูกจะมีแคลเซียม 2 ส่วนต่อฟอสฟอรัส 1 ส่วน ในเนื้อเยื่อต่างๆ อัตราส่วนฟอสฟอรัสต่อแคลเซียมจะสูงกว่านี้มาก </description>
</item>

<item>
<title>ซีลีเนียม</title>
<link>http://www.readersdigest.co.th/rd/rdhtml/th/communities/food_recipe.jsp?mccid_cid=512_2188</link>
<description>ก่อนหน้าปี 1979 แร่ธาตุที่มีอยู่ในร่างกายเพียงน้อยนิดนี้ไม่ได้รับความสนใจนัก ทว่าปัจจุบันซีลีเนียมกลับถือเป็นอาวุธสำคัญในการต้านมะเร็ง นักวิจัยจำนวนมากเชื่อว่าซีลีเนียมน่าจะเป็นหนึ่งในสารอาหารต้านทานโรค ที่มีความสำคัญมากที่สุดทีเดียว </description>
</item>

<item>
<title>มาลดความอ้วนกันเถอะ</title>
<link>http://www.readersdigest.co.th/rd/rdhtml/th/communities/food_recipe.jsp?mccid_cid=512_2189</link>
<description>ความอ้วนนั้นนอกจากบั่นทอนความมั่นใจแล้ว ยังเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคต่างๆ เช่น โรคหัวใจ หลอดเลือดในสมองแตก/ตีบ มะเร็งบางชนิด โรคเบาหวาน โรคข้อเสื่อมและข้ออักเสบ นอกจากนี้ยังทำให้เกิดโรคของถุงน้ำดี มีลูกยาก มีความผิดปกติของระบบทางเดินหายใจ เหนื่อยหอบง่าย และอาจหยุดหายใจขณะนอนหลับ ดังนั้นเรามาลดความอ้วนกันเถอะ </description>
</item>

<item>
<title>ติดบุหรี่...จะเลิกได้อย่างไร</title>
<link>http://www.readersdigest.co.th/rd/rdhtml/th/communities/food_recipe.jsp?mccid_cid=512_2190</link>
<description>ไม่มีคำว่าสายเกินไปที่จะเลิกสูบบุหรี่ แม้ว่าจะเป็นการเสพติดที่เลิกยากที่สุดอย่างหนึ่งก็ตาม สารเสริมอาหารจากธรรมชาติอาจช่วยได้ โดยจะลดความอยากบุหรี่และอาการกระวนกระวาย </description>
</item>

<item>
<title>วาลิเรียน</title>
<link>http://www.readersdigest.co.th/rd/rdhtml/th/communities/food_recipe.jsp?mccid_cid=512_2191</link>
<description>ตีสามเข้าไปแล้ว คุณยังนอนตาค้างอีกเช่นเคย ถ้านึกอยากได้ยาที่ช่วยให้คุณหลับได้โดยไม่มีผลข้างเคียง วาลิเรียนอาจช่วยได้ สมุนไพรชนิดนี้ช่วยให้หลับได้โดยไม่มีผลข้างเคียงอย่างยานอนหลับ </description>
</item>

<item>
<title>วิตามินเอ</title>
<link>http://www.readersdigest.co.th/rd/rdhtml/th/communities/food_recipe.jsp?mccid_cid=512_2192</link>
<description>วิตามินเอเป็นวิตามินที่ละลายในไขมัน และร่างกายจะเก็บสะสมไว้ในตับ ร่างกายได้วิตามินเอส่วนหนึ่งจากไขมันสัตว์ และอีกส่วนหนึ่งผลิตได้เองในลำไส้จากการสังเคราะห์เบตาแคโรทีนและแคโรทีนอยด์ชนิดอื่นๆ ในผลไม้และผัก วิตามินเอในร่างกายอยู่ในรูปสารเคมีรูปแบบต่างๆ รวมเรียกว่า เรตินอยด์ (retinoid)  </description>
</item>

<item>
<title>วิตามินบี6</title>
<link>http://www.readersdigest.co.th/rd/rdhtml/th/communities/food_recipe.jsp?mccid_cid=512_2193</link>
<description>แต่ละวันร่างกายต้องใช้วิตามินบี6 ในกระบวนการต่างๆ นับไม่ถ้วน หน้าที่หลักของวิตามินบี6 คือทำงานร่วมกับเอนไซม์เพื่อเร่งปฏิกิริยาเคมีในเซลล์ </description>
</item>

<item>
<title>วิตามินบี12</title>
<link>http://www.readersdigest.co.th/rd/rdhtml/th/communities/food_recipe.jsp?mccid_cid=512_2194</link>
<description>แม้ว่าวิตามินบี12 จะมีมากในอาหารส่วนใหญ่ ทว่าเมื่ออายุเกิน 50 ปีขึ้นไป ร่างกายบางคนอาจดูดซึมวิตามินชนิดนี้ได้ไม่ดี การขาดวิตามินชนิดนี้เพียงเล็กน้อย ก็อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิด โรคหัวใจ ซึมเศร้า และอาจรวมถึง อัลไซเมอร์ด้วย </description>
</item>

<item>
<title>วิตามินซี</title>
<link>http://www.readersdigest.co.th/rd/rdhtml/th/communities/food_recipe.jsp?mccid_cid=512_2195</link>
<description>วิตามินซีเป็นสารต้านอนุมูลอิสระชนิดละลายน้ำ จึงช่วยป้องกันความเสียหายจากการทำลายของอนุมูลอิสระ โดยเฉพาะในส่วนที่มีน้ำเป็นองค์ประกอบใหญ่อย่างภายในเซลล์ </description>
</item>

<item>
<title>วิตามินดี</title>
<link>http://www.readersdigest.co.th/rd/rdhtml/th/communities/food_recipe.jsp?mccid_cid=512_2196</link>
<description>วิตามินดีได้สมญาว่าวิตามินแสงตะวัน เพราะร่างกายสามารถสร้างวิตามินดีได้เองหากได้รับแสงแดดเพียงพอ วิตามินดีช่วยให้กระดูกแข็งแรง และอาจยับยั้งภาวะกระดูกพรุน เชื่อกันว่าวิตามินชนิดนี้ช่วยเสริมภูมิคุ้มกันและอาจป้องกันมะเร็งบางชนิดได้ด้วย </description>
</item>

<item>
<title>วิตามินอี</title>
<link>http://www.readersdigest.co.th/rd/rdhtml/th/communities/food_recipe.jsp?mccid_cid=512_2197</link>
<description>วิตามินอีเป็นคำเรียกสารประกอบกลุ่มหนึ่งชื่อ โทโคฟีรอล (tocopherol) ซึ่งมี 4 รูปแบบหลักๆ คือ อัลฟา (alpha) เบตา (beta) แกมมา (gamma) และเดลตา (delta) อัลฟาโทโคฟีรอล (alpha-tocopherol) เป็นชนิดที่พบมากที่สุด และออกฤทธิ์มากที่สุด วิตามินอีเป็นวิตามินที่ละลายในไขมัน ร่างกายจึงเก็บสะสมไว้ได้นาน </description>
</item>

<item>
<title>วิตามินเค</title>
<link>http://www.readersdigest.co.th/rd/rdhtml/th/communities/food_recipe.jsp?mccid_cid=512_2198</link>
<description>แพทย์รู้จักใช้วิตามินเคมานานแล้ว วิตามินเคทำให้เลือดแข็งตัว จึงช่วยลดการเสียเลือดหลังผ่าตัด และป้องกันปัญหาตกเลือดของทารกแรกคลอด วิตามินเคยังเสริมสร้างกระดูกให้แข็งแรงและยังอาจป้องกันภาวะกระดูกพรุนด้วย </description>
</item>

<item>
<title>ขนคุดและปัญหาจากการโกน</title>
<link>http://www.readersdigest.co.th/rd/rdhtml/th/communities/food_recipe.jsp?mccid_cid=512_2716</link>
<description>เมื่อคุณโกนหนวดและขนออกจากร่างกาย คุณได้โกนเอาเซลล์ชั้นบนของผิวออกไปด้วย เมื่อไม่มีผิวหนังชั้นนอกปกป้อง ผิวชั้นในก็จะแห้งและระคายเคืองได้ง่าย การโกนขนเร็วเกินไปหรือโกนไม่ถูกวิธีอาจบาดผิว และคนที่มีขนดกหรือขนหยิกก็มักมีปัญหาในการโกนขน นอกจากทำให้ผิวหนังระคายเคืองแล้ว ยังอาจทำให้เกิดขนคุด นอกจากนี้การโกนขนชิดเกินไป ก็อาจทำลายรูขุมขน หรือทำให้ขนงอกย้อนกลับและแทงลงไปในรูขุมขนด้วย </description>
</item>

<item>
<title>เท้าเหม็น</title>
<link>http://www.readersdigest.co.th/rd/rdhtml/th/communities/food_recipe.jsp?mccid_cid=512_2717</link>
<description>หากคนใกล้ตัวรีบยกมืออุดจมูกกันเป็นแถวเวลาคุณถอดรองเท้า หรือเจ้าตูบที่บ้านติดอกติดใจกลิ่นรองเท้าผ้าใบของคุณนักหนา อย่ากลุ้มอกกลุ้มใจไปเลย เพราะยังมีอีกหลายวิธีที่จะช่วยลดเหงื่อและกลิ่นไม่พึงประสงค์จากเท้าคุณได้ เช่น ใช้เบคกิ้งโซดา เปลี่ยนถุงเท้าอย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง และการใช้ยาระงับเหงื่อที่เท้า </description>
</item>

<item>
<title>ปวดหลัง</title>
<link>http://www.readersdigest.co.th/rd/rdhtml/th/communities/food_recipe.jsp?mccid_cid=512_2951</link>
<description>โอ๊ย ปวดหลัง!and nbsp; ใครที่เคยเป็นทุกข์กับอาการนี้มาก่อนคงไม่อยากต้องคร่ำครวญอย่างนี้อีกแล้ว เมื่อมีอาการปวดหลัง ควรพักผ่อน 2-3 วันและกินยาแก้ปวด เช่น ไอบูโพรเฟน เพื่อบรรเทาอาการปวดและบวม นอกจากนี้คุณอาจใช้วิธีดังที่จะแนะนำต่อไปนี้บรรเทาอาการด้วยตัวเอง  </description>
</item>

<item>
<title>ตกกระ</title>
<link>http://www.readersdigest.co.th/rd/rdhtml/th/communities/food_recipe.jsp?mccid_cid=512_2955</link>
<description>กระคือเม็ดสีที่เกิดขึ้นเมื่อผิวโดนแดด เนื่องจากต้องใช้เวลานับ 10 ปีกว่าผลร้ายจากแสงแดดจะแสดงตัว หลายคนจึงมาสังเกตเห็นจุดด่างเหล่านี้เอาในวัยผู้ใหญ่ แต่คนที่อยู่กลางแดดบ่อยอาจเป็นกระในวัย 20 หรือ 30 นอกจากนี้ยาบางชนิดอาจทำให้ผิวหนังเกิดจุดด่างง่ายขึ้น เช่น ยาขับปัสสาวะ ยาเตตรา-ไซคลิน (tetracycline) ยารักษาเบาหวานและความดันเลือดสูง </description>
</item>

<item>
<title>ตกกระ...ทำอย่างไรดี</title>
<link>http://www.readersdigest.co.th/rd/rdhtml/th/communities/food_recipe.jsp?mccid_cid=512_2956</link>
<description>กระคือจุดสีน้ำตาลเล็กๆ บนผิวหนัง มักเกิดบนหลังมือหรือใบหน้า ซึ่งเป็นบริเวณที่โดนแสงแดดโดยตรง วิธีป้องกันคือทาครีมกันแดดซึ่งจะช่วยป้องกันมะเร็งผิวหนังด้วย ถ้าคุณเกิดกระเสียแล้ว ให้มองหาครีมลบรอยด่างดำซึ่งหาซื้อได้ตามร้านขายยา หรือใช้ตัวยาจากธรรมชาติที่มีฤทธิ์ลบเลือนจุดด่างดำบนผิวหนัง แต่อาจต้องใช้เวลาหลายเดือนจึงจะเห็นผล และอย่าลืมป้องกันแสงแดดก่อนออกจากบ้านทุกครั้ง </description>
</item>

<item>
<title>รู้ทันมะเร็ง</title>
<link>http://www.readersdigest.co.th/rd/rdhtml/th/communities/food_recipe.jsp?mccid_cid=512_2961</link>
<description>มีคนไทยเสียชีวิตเพราะมะเร็งปีละกว่า 45,000 คน แต่ละปีมีผู้ป่วยด้วยมะเร็งรายใหม่ราว 100,000 คน หรือวันละ 274 คน คาดว่าราว 70% ของมะเร็งที่เกิดขึ้นป้องกันได้โดยการเปลี่ยนรูปแบบการใช้ชีวิตและอาหารการกิน </description>
</item>

<item>
<title>คอเลสเตอรอลสูง...ควบคุมได้</title>
<link>http://www.readersdigest.co.th/rd/rdhtml/th/communities/food_recipe.jsp?mccid_cid=512_2962</link>
<description>เมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงอันน่ากลัวขึ้นในหลอดเลือดแดงของคุณ ทำให้ไขมันต่างๆ ที่ไหลเวียนอยู่ในกระแสเลือดเสียสมดุล โดยมีแอลดีแอลคอเลสเตอรอลอยู่มากเกินจนไปแต่มีเอชดีแอลคอเลสเตอรอลไม่มากพอ ก็จะเกิดภาวะ คอเลสเตอรอลสูง ทำให้เกิดอาการเจ็บป่วยตามมา อย่างไรก็ตามการเปลี่ยนวิถีชีวิตและอาหารการกินจะปรับคอเลสเตอรอลให้กลับมาสู่ภาวะสมดุล </description>
</item>

<item>
<title>โรคงูสวัด</title>
<link>http://www.readersdigest.co.th/rd/rdhtml/th/communities/food_recipe.jsp?mccid_cid=512_2979</link>
<description>เมื่อไวรัสเฮอร์ปีส์ ซอสเตอร์ (herpes zoster) ที่เคยทำให้เกิดโรคอีสุกอีใสและซ่อนเร้นอยู่ในร่างกายเกิดเคลื่อนลงมาที่ปลายประสาทสู่ผิวหนังจะทำให้เกิดโรคงูสวัด ร้อยละ 20 ของผู้ที่เคยเป็นอีสุกอีใสจะเป็นโรคนี้ในภายหลัง โดยมักเป็นเมื่ออายุเลย 50 ปีแล้ว </description>
</item>

<item>
<title>เบาหวานหรือแค่กระหายน้ำ</title>
<link>http://www.readersdigest.co.th/rd/rdhtml/th/magazine/mag_content.jsp?cid=2943</link>
<description>เคยรู้สึกกระหายน้ำหรือเหนื่อยอยู่ตลอดเวลาหรือไม่ ถ้าใช่ คุณอาจเป็นโรคเบาหวานโดยไม่รู้ตัวก็ได้ ต่อไปนี้คือสิ่งที่คุณต้องระวัง </description>
</item>

<item>
<title>คนที่จะเลิกบุหรี่: ติดแผ่นเลิกบุหรี่ต่อไป</title>
<link>http://www.readersdigest.co.th/rd/rdhtml/th/magazine/mag_content.jsp?cid=2944</link>
<description>คุณพยายามเลิกบุหรี่โดยใช้วิธีติดแผ่นนิโคตินเพื่อการเลิกสูบบุหรี่ ซึ่งก็ได้ผลเป็นที่น่าพอใจ แต่บางครั้ง ยามที่คุณใจอ่อนอยากจะสูบและก็สูบสักครั้ง นั่นหมายความว่าคุณต้องถอยกลับไปตั้งต้นใหม่ด้วยหรือคำตอบที่น่ายินดีก็คือไม่ต้อง หากคุณยังติดแผ่นนิโคตินต่อไป </description>
</item>

<item>
<title>สิวไม่ได้เกิดกับวัยรุ่นเท่านั้น</title>
<link>http://www.readersdigest.co.th/rd/rdhtml/th/magazine/mag_content.jsp?cid=2711</link>
<description>คนมักคิดว่าสิวเป็นปัญหาในวัยรุ่นเท่านั้น ทว่า สิวอาจเกิดจากการตอบสนองของร่างกายต่อฮอร์โมนเพศเทสโทสเทอโรน ดังนั้น สิวจึงเกิดได้ทั้งในช่วงวัยรุ่น ก่อนมีประจำเดือน ช่วงกินยาคุมกำเนิด ตั้งครรภ์ หรืออยู่ในช่วงวัยหมดประจำเดือน สิวเกิดจากรูขุมขนอุดตันจากเซลล์ผิวหนังที่ตาย ทำให้แบคทีเรียที่ผิวหนังเจริญเติบโตขึ้นตามรูขุมขนเหล่านั้น ส่งผลให้เกิดการอักเสบและสิวอักเสบ คุณสามารถป้องกันการเกิดสิวได้โดยอย่าให้เส้นผมเกะกะบริเวณใบหน้าและกินอาหารที่มีประโยชน์ ดูแลสิวโดยใช้สารทำความสะอาดผิวหน้าที่เป็นกลางและปลอดจากสบู่ร่วมกับยารักษาสิว วิธีดังกล่าวอาจทำให้ผิวแห้งได้ ดังนั้น ควรใช้ครีมบำรุงผิวหน้าที่ไร้ไขมัน ถ้ายังเป็นสิวอีกควรไปหาหมอ หมออาจรักษาด้วยฮอร์โมนแก่คนไข้ที่เป็นผู้หญิงหรือให้ยาอื่นๆ </description>
</item>

<item>
<title>เวลา: พันธมิตรใหม่ในการออกกำลัง</title>
<link>http://www.readersdigest.co.th/rd/rdhtml/th/magazine/mag_content.jsp?cid=2712</link>
<description>ช่วงเวลาที่คุณออกกำลังในแต่ละวันหรือแต่ละเดือนให้ประสิทธิผลมากน้อยต่างกัน เช่นเดียวกับความถี่และระยะเวลาในการออกกำลัง </description>
</item>

<item>
<title>คุณก็มีครูฝึกออกกำลังส่วนตัวได้</title>
<link>http://www.readersdigest.co.th/rd/rdhtml/th/magazine/mag_content.jsp?cid=2614</link>
<description>ชวนเพื่อนสักคนไปลงชื่อสมัครออกกำลังชนิดเป็นกลุ่มย่อย ซึ่งปัจจุบันมีให้เลือกตามชมรมเพื่อสุขภาพต่างๆ รวมทั้งสถานออกกำลังในเมืองไทยอย่างแคลิฟอร์เนีย ฟิตเนส หรือฟิตเนส เฟิร์ส </description>
</item>

<item>
<title>รู้จักขอบคุณช่วยให้สุขภาพดี</title>
<link>http://www.readersdigest.co.th/rd/rdhtml/th/magazine/mag_content.jsp?cid=2587</link>
<description>การขอบคุณอาจมีประโยชน์ต่อสุขภาพ มีการวิจัยพบว่าผู้เขียนรายชื่อสิ่งต่างๆที่เขารู้สึกขอบคุณจะใช้เวลาออกกำลังมากกว่าและนอนหลับได้ดีกว่า "การซาบซึ้งในบุญคุณเป็นเสมือนการสวมแว่นตาอันใหม่ เพราะทำให้เรามองเห็นโลกแตกต่างกัน"  ชาลส์ เชลทัน นักบวชเยซูอิตและนักจิตวิทยาของมหาวิทยาลัยเรจิสกล่าว การรู้สึกขอบคุณเหมือนการออกกำลัง คือต้องปฏิบัติให้เป็นนิสัย คุณอาจใช้วิธีจดบันทึก ทำสมาธิ หรือเขียนสิ่งที่รู้สึกขอบคุณลงบนกระดาษแข็ง โดยแยกหัวข้อใส่ลงกล่องหรือกระป๋องเก็บไว้อ่านยามหมองเศร้า หรือวางกล่องไว้บนโต๊ะอาหาร </description>
</item>

<item>
<title>5 เหตุผลน่าประหลาดใจที่ทำให้ต้องออกกำลังเพิ่ม</title>
<link>http://www.readersdigest.co.th/rd/rdhtml/th/magazine/mag_content.jsp?cid=2588</link>
<description>คุณรู้อยู่แล้วว่าการออกกำลังมีประโยชน์ต่อตัวเอง แต่ทราบไหมว่ามีประโยชน์เพียงใด  ต่อไปนี้คือเหตุผลห้าประการที่ต้องออกกำลังเพิ่มขึ้น </description>
</item>

<item>
<title>ลดน้ำหนักอย่างง่าย</title>
<link>http://www.readersdigest.co.th/rd/rdhtml/th/magazine/mag_content.jsp?cid=2471</link>
<description>คุณจะกลับไปเรียนอีกรอบไหมถ้ารู้ว่าการทำการบ้านช่วยเผาผลาญพลังงานถึง 122 แคลอรี ยังมีวิธีอื่นๆอีกที่ช่วยให้คุณฟิตโดยไม่ต้องไปสถานออกกำลัง ได้แก่ </description>
</item>

<item>
<title>ดนตรีช่วยฝึกหัวใจ</title>
<link>http://www.readersdigest.co.th/rd/rdhtml/th/magazine/mag_content.jsp?cid=2472</link>
<description>บางที การถูกบังคับให้เรียนเปียโนสมัยเด็กๆอาจมีประโยชน์ต่อคุณในที่สุดก็เป็นได้ p>ผลการศึกษาที่ตีพิมพ์ในนิตยสาร Heart พบว่าเมื่อให้ผู้ร่วมการทดสอบเล่นดนตรียิ่งจังหวะเร็วเท่าไร ผู้่ฟังก็ยิ่งหายใจและหัวใจเต้นเร็วขึ้น แต่หลังจากนั้น อาการตื่นตัวดังกล่าวจะลดลงสู่ระดับที่ต่ำกว่าก่อนการเล่นดนตรี </description>
</item>

<item>
<title>ลดน้ำหนักด้วยโยคะ</title>
<link>http://www.readersdigest.co.th/rd/rdhtml/th/magazine/mag_content.jsp?cid=2444</link>
<description>โยคะสามารถลดความเครียดและเสริมสร้างกล้ามเนื้อได้  ขณะนี้ นักวิจัยแห่งศูนย์วิจัยโรคมะเร็งเฟรด ฮัตชินสันในสหรัฐฯ กล่าวว่า โยคะยังอาจช่วยคุณลดน้ำหนักได้โดยทำให้คุณกินน้อยลง  ดร. อลัน อาร์. คริสทอลศึกษาคนอายุ 53 ถึง 57 ปี จำนวน 15,500 คนที่มีประวัติการออกกำลังและน้ำหนักตัวมาตั้งแต่ช่วงอายุ 20 ปีเป็นต้นมา </description>
</item>

<item>
<title>ข่าวดีสำหรับผู้ป่วยโรคลำไส้ปั่นป่วน</title>
<link>http://www.readersdigest.co.th/rd/rdhtml/th/magazine/mag_content.jsp?cid=2445</link>
<description>บรรดาหมอทั้งหลายทราบกันดีว่ากลุ่มอาการลำไส้ปั่นป่วนหรือไอบีเอสรักษายากมาก โรคนี้เกิดจากลำไส้ใหญ่บีบรัดตัวผิดปกติ ทำให้มีอาการต่างๆ (ได้แก่ ปวดท้อง ท้องอืดเฟ้อ ท้องเสียและท้องผูก) ซึ่งสามารถทำให้ป่วยได้ชั่วชีวิต </description>
</item>

<item>
<title>ยาแก้ปวดเป็นระเบิดเวลาสำหรับผู้หญิงหรือไม่</title>
<link>http://www.readersdigest.co.th/rd/rdhtml/th/magazine/mag_content.jsp?cid=2397</link>
<description>ยาแก้ปวดเป็นยาที่ใช้กันบ่อยที่สุด และผู้หญิงที่กินยาแก้ปวดวันละสองถึงสามเม็ดเป็นประจำอาจมีโอกาสเป็นโรคความดันโลหิตสูงมากขึ้น </description>
</item>

<item>
<title>สัญญาณเตือนจากเลือดกำเดา</title>
<link>http://www.readersdigest.co.th/rd/rdhtml/th/magazine/mag_content.jsp?cid=2398</link>
<description>บางคนมีเลือดกำเดาไหล เมื่ออากาศร้อน สั่งน้ำมูก หรือแคะจมูก แต่บางครั้งเลือดกำเดาไหลก็อาจมีสาเหตุที่เป็น อันตรายกว่านั้น นายแพทย์ไมเคิล ซี. เฟเบียน แพทย์ด้านหูคอจมูกในโทรอนโต แนะว่า ต่อไปนี้คือข้อสังเกตที่คุณควรต้องไปพบแพทย์ </description>
</item>

<item>
<title>เรื่องจริงของศัลยกรรมตกแต่ง</title>
<link>http://www.readersdigest.co.th/rd/rdhtml/th/magazine/mag_content.jsp?cid=2369</link>
<description>การผ่าตัดเพื่อเสริมความงามเป็นที่นิยมกันมาก กระทั่งนอร์แมน วอเทอร์เฮาส์ หัวหน้าหน่วยศีรษะและใบหน้า โรงพยาบาลเชลซีและเวสมินสเตอร์ของอังกฤษ วิตกว่าคนจะลืมไปว่า ถึงอย่างไรก็ยังเป็น การผ่าตัดอยู่ดี "ยังคงมีความเสี่ยงและข้อมูลต่างๆที่หมอบางคนจะไม่บอกให้คุณทราบ" ฉะนั้น ถ้าคุณคิดจะไปรับการผ่าตัดดังกล่าว ลองมาฟังข้อคิดของวอเทอร์เฮาส์กันสักนิด </description>
</item>

<item>
<title>ความเชื่อเดิมๆเกี่ยวกับเส้นผมที่เชื่อกันน้อยลง</title>
<link>http://www.readersdigest.co.th/rd/rdhtml/th/magazine/mag_content.jsp?cid=2370</link>
<description>ทันทีที่ผมร่วงไปแล้วจะไม่งอกขึ้นมาใหม่อีก ผมร่วงบ่อยอาจแก้ไขได้โดยการปรับอาหารการกิน การใช้ยารักษา หรือรักษาความเจ็บป่วยที่เป็นต้นเหตุ เช่น โรคคอพอก หรือโรคโลหิตจาง </description>
</item>

<item>
<title>เพิ่มรสชาติให้การนอน</title>
<link>http://www.readersdigest.co.th/rd/rdhtml/th/magazine/mag_content.jsp?cid=2344</link>
<description>คุณมีปัญหานอนหลับยากหรือไม่ ผลการศึกษาใหม่ของออสเตรเลียค้นพบว่า การเติมพริกลงในอาหารที่กินจะช่วยให้คุณหลับง่ายขึ้นและตื่นด้วยความกระชุ่มกระชวยกว่าที่เคย </description>
</item>

<item>
<title>เทคโนโลยีก้าวหน้าพาสุขภาพเสี่ยง</title>
<link>http://www.readersdigest.co.th/rd/rdhtml/th/magazine/mag_content.jsp?cid=2345</link>
<description>คอมพิวเตอร์แบบพกพาและโทรศัพท์มือถืออาจมีผลกระทบต่อสุขภาพของคุณ จากการศึกษากลุ่มตัวอย่างผู้ชาย 29 คนของโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยสโตนีบรูกพบว่า การวางคอมพิวเตอร์บนตักนานหนึ่งชั่วโมงทำให้อุณหภูมิในอัณฑะสูงขึ้นจนอาจก่อให้เกิดปัญหาการมีบุตร ทางที่ดีควรวางคอมพิวเตอร์แบบพกพาไว้บนโต๊ะจะปลอดภัยกว่า ส่วนการศึกษาของสวีเดนในกลุ่มคน 750 คนบ่งชี้ว่า การใช้โทรศัพท์มือถือนานสิบปีขึ้นไปอาจเสี่ยงต่อโรคอะคูสติกนิวโรมาเพิ่มขึ้น โรคนี้เป็นเนื้องอกธรรมดาที่ไม่ค่อยพบและอาจทำให้สูญเสียการได้ยิน ความเสี่ยงนี้ยังไม่ได้ข้อสรุปแน่ชัด แต่ระหว่างรอการศึกษาเพิ่มเติม การใช้อุปกรณ์เสริมอย่างชุดหูฟังก็เป็นวิธีที่ฉลาด </description>
</item>

<item>
<title>ลดน้ำหนักแบบไม่ผลีผลาม</title>
<link>http://www.readersdigest.co.th/rd/rdhtml/th/magazine/mag_content.jsp?cid=2321</link>
<description>คุณอาจคิดว่าโยคะเป็นการฝึกร่างกายสำหรับหนุ่มสาวยุคใหม่ แต่การวิจัยของสหรัฐฯพบว่าคนอายุ 45 ถึง 55 ปีที่ฝึกโยคะเป็นประจำควบคุมน้ำหนักได้ดีกว่า ขณะคนที่มีน้ำหนักเกินก็มีโอกาสจะผอมลง ที่น่าสนใจคือมีน้อยคนที่ฝึกโยคะหนักพอเพื่อช่วยเผาผลาญพลังงานให้น้ำหนักลดลง การศึกษานี้เชื่อว่าการฝึกโยคะทำให้คุณใส่ใจสภาพร่างกายมากขึ้นและฝึกให้มีวินัยซึ่งนำไปใช้ในแง่อื่นๆได้ </description>
</item>

<item>
<title>ย้อมผมไม่อันตรายอย่างที่คิด</title>
<link>http://www.readersdigest.co.th/rd/rdhtml/th/magazine/mag_content.jsp?cid=2322</link>
<description>เพิ่งไม่นานนี้เองที่คนวิตกกันว่าสารเคมีที่ใช้ย้อมสีผมซึ่งสตรีในทวีปยุโรปและอเมริกาเหนือจำนวนหนึ่งในสามใช้อาจก่อโรคมะเร็งที่กระเพาะปัสสาวะและโรคอื่นๆ แล้วเราควรกังวลแค่ไหน </description>
</item>

<item>
<title>หลับเพื่อความผอมเพรียว</title>
<link>http://www.readersdigest.co.th/rd/rdhtml/th/magazine/mag_content.jsp?cid=2265</link>
<description>ปกติคุณอยู่ได้โดยการนอนเพียงไม่กี่ชั่วโมงใช่ไหม การทำเช่นนี้อาจทำให้คุณอ้วนขึ้นได้ นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยชิคาโกศึกษาอาสาสมัครสุขภาพแข็งแรงกลุ่มหนึ่งโดยให้นอนหลับเพียงคืนละสี่ชั่วโมง นานสองคืน พบว่าร่างกายของคนเหล่านี้มีฮอร์โมนเลปตินลดลง 18% ฮอร์โมนนี้จะสื่อให้ทราบว่าคุณกินอาหารพอแล้ว และเพิ่มระดับฮอร์โมนเกรลินซึ่งกระตุ้นความหิวขึ้นอีก 28% จากการศึกษาอีกฉบับในคน 18,000 คนพบว่าผู้ที่นอนคืนละห้าชั่วโมงมีโอกาสเป็นโรคอ้วนมากกว่าคนนอนเจ็ดถึงเก้าชั่วโมงถึง 50% </description>
</item>

<item>
<title>ดนตรีสำหรับออกกำลัง</title>
<link>http://www.readersdigest.co.th/rd/rdhtml/th/magazine/mag_content.jsp?cid=2266</link>
<description>การฟังดนตรีขณะออกกำลังในโรงยิมไม่ได้หมายความว่าคุณเป็นพวกสมาธิสั้นหรือขาดแรงจูงใจในตัวเอง ตรงกันข้าม ที่จริงแล้ว การฟังดนตรีกลับช่วยให้จิตใจของคุณมีพัฒนาการที่ดีขึ้น </description>
</item>

</channel>
</rss>
